HOW 21 YEARS OLD GOING SO FAST, AND WHAT THEN…
วันที่ 9 ที่ผ่านมาวันคล้ายวันเกิดผมเองครับ แต่ละปีผ่านไปเราถูกบอกว่าเราแก่ขึ้นแล้วนะ ภาระความรับผิดชอบเยอะขึ้นแล้วนะ นั่นคือสิ่งที่เราดำเนินไปและกำลังดำเนินต่อไปทุกวินาทีที่เราใช้ชีวิตอยู่ สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับ Agile มาคือ การมองย้อนกลับไปหรือที่ชุมชนชาว Agile เรียกกันว่า Retrospective ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเลย ไม่ใช่การมองอดีตจะเป็นการเสียเวลาอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้เรารู้ว่าเราเคยทำอะไรดีๆ มาบ้าง, เคยผิดพลาดตรงไหน และเราจะปรับปรุงมันได้อย่างไร ฟังดูคุ้นๆ ใช่มั้ยครับ Good, Bad, Try นั่นเอง แต่เราจะพูดถึงสิ่งนี้ทีหลัง
ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ถ้านับเป็นเวอร์ชั่นของ Software คงเรียกได้ว่าเป็น Major Change เลยทีเดียว ลองไล่ดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

Foreign Student Internship Program 2013 @ U.S. Embassy Bangkok
เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด จริงๆ แล้วผมตั้งใจจะเขียนเรื่องฝึกงานเต็มๆ ซักตอนนึงเลย แต่ไม่มีโอกาสซักที ตอนนี้เลยเอาแบบย่อๆ ไปก่อน คือ ช่วงประมาณปลายเดือนกันยายน ของปีที่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาของนักศึกษาปี 3 ทีต้องเริ่มหาที่ฝึกงานแล้ว ซึ่งจริงๆ ในตอนนั้นผมก็เล็งไว้หลายที่มาก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้สมัครที่ไหน โครงการ FNSIP2013 ผมรู้จักจากคนใกล้ตัวนี้เอง ซึ่งบอกตามตรงว่าไม่เคยคิดว่าจะมีโปรแกรมแบบนี้อยู่ในโลก อาจจะเป็นเพราะการที่เราเรียนในสายวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้ไม่ค่อยสนใจ การฝึกงานในองค์กรอะไรแบบนี้นัก เพราะส่วนใหญ่มักมุ่งไปแต่เอกชนอย่างเดียว
ในเวลานั้นตอนแรกผมยื่นสมัครไปเฉยๆ ไม่เคยคิดเลยว่าจะติดเพราะว่าเกรดไม่ถึงแต่แรก แค่ยื่นไปเฉยๆ หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้คิดถึงมันอีก จนไปสมัครฝึกงานกับบริษัทอีก 2-3 แห่งจนได้ที่ฝึกงานแน่ๆ แล้ว ปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ผมได้รับจนหมายตอบกลับจากทางสถานทูตสหรัฐฯ ว่าตอบรับเข้าฝึกงานแล้ว ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดครั้งนึงในชีวิต เพราะผมต้องเลือกระหว่างไปฝึกงานในบริษัทที่ตรงตามสายงานที่ถนัดและอยากทำ (ในตอนนั้น) จริงๆ กับสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหมือนดินแดนลับแลในเวลานั้น เพราะผมไม่รู้อะไรเลย หลังจากปรึกษากับหลายๆ คนผมก็ตัดสินใจเลือกที่นี่ครับ

ผมพูดถึงเรื่องงานที่ทำที่นั่นไม่ได้มาก แต่บอกได้เลยว่าผมไม่เคยเสียใจเลยที่ได้เลือกฝึกงานที่นี่ ช่วงเวลานั้นผมได้รู้จักกับคนดีๆ เก่งๆ หลายคนมากซึ่งการได้เจออะไรแบบนั้นทำให้ผมรู้สึกตัวลีบลงทันที (อย่างที่บอกแต่แรกว่าเกรดผมไม่ถึงเกณฑ์สมัครด้วยซ้ำ) แต่พอรู้จักกันจริงๆ ถึงได้เริ่มรู้ว่าแต่ละคนที่โครงการคัดเลือกมาจะมีความพิเศษและแตกต่างกันไป ตามแต่ละแผนกที่แต่ละคนไปทำ ซึ่งข้อสำคัญคือ ผมเป็นวิศวฯ คนเดียวในรุ่นที่ฝึกงานด้วยกัน เป็นคนเดียวของมหาลัยตัวเองที่มาฝึกที่นี่ ผมอาจจะไม่พิเศษแต่อย่างน้อยแตกต่างกว่าชาวบ้านแน่นอน
การที่ผมไม่ได้ทำการในสายงานที่ถนัด (System Admin) แต่มาทำงานที่นี่เปลี่ยนผมให้กลับมารักการเขียนโปรแกรมอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เขียนโปรแกรมจริงๆ มากมายก็ตาม แต่การได้อยู่ท่ามกลางโปรแกรมเมอร์กับเทสเตอร์ที่มีประสบการณ์หลายปี มันทำให้ทัศนคติเกี่ยวกับอาชีพนี่ของผมเปลี่ยนไปเลย และเมื่อจบการฝึกงานที่นี่ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาผมรู้ตัวเลยว่าผมอยากจะทำประกอบอาชีพอะไรในอนาคต

Agile Thailand 2013
ถ้าการฝึกงานยังทำให้ผมชัดเจนในความชอบเขียนโปรแกรมมากแค่ไหน งาน Agile Thailand 2013 ที่จัดขึ้นหลังจากผมฝึกงานได้ไม่นาน ก็เป็นตัวช่วยตอกย้ำที่ดีว่าโลกของ Programmer มันไม่ได้มีแค่การเขียนโปรแกรมแต่เพียงอย่างเดียว ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมรู้จักกับงานนี้ได้ไง แต่ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ผมไปแล้วไม่ผิดหวังเลย
จริงๆ ผมน่าจะเคยพูดไปในบางเอนทรี่ก่อนหน้านี้แล้วว่าผมรู้จัก Agile มาก่อนงานนี้แล้ว แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ผิวและผมเห็นว่ามัน "ดี" แต่พอไปงานนี้ผมถึงกับหลงรักมัน มันไม่ใช่แค่ขั้นตอนการทำงานให้เสร็จ (Getting things done) แต่มันคือ จิตวิญญาณของการทำงานให้เสร็จ และผมเห็นภาพจากหลาย Session เลยว่า สิ่งที่เราเรียนในระดับมัธยมและมหาลัย เกี่ยวกับ Programming มันเป็นแค่ Core 20% ซึ่งก็คือ การเขียนโปรแกรม แต่อีก 80% ที่เหลือไม่ว่าจะเป็น Project Management Workflow, Continuous Integration และการ Test หลายๆ แบบอะไรเหล่านี้ มันทำให้ผมรู้สึกว่าการเป็นโปรแกรมเมอร์มันเท่ห์ และเราสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพจริงๆ มากกว่ามานั่งเถียงกันว่า "ก็โค้ดของเมิงมัน Error อ่ะ" อะไรประมาณนี้

Project I
นอกเหนือจากเรื่องฝึกงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่บังคับให้เราต้องมีความรับผิดชอบและทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นก็คือ Project ครับ สิ่งที่นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์แทบทุกคนต้องเจอ ตอนเริ่มต้นปี 4 ใหม่ๆ ผมยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนนักว่าจะทำ Project เรื่องอะไร มันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากลำบากอีกเรื่องหนึ่งในการมีไอเดียหลายไอเดียแล้วต้องประเมินว่าไอเดียไหนที่เราสามารถทำเสร็จได้จริงภายในหนึ่งปี ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวแปรเวลาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นส่งผลถึงงาน แต่รวมถึงความสามารถของตัวเองและเพื่อนร่วมทีมอีกด้วย
เวลา 4 สัปดาห์แรกหลังจากยื่นหัวข้อแรกไป ผมมั่นใจมากกว่าต้องทำได้ เพราะผมมีเครื่องมือในการทำ Project ชั้นดีซึ่งก็คือ Agile แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 5 ผมรู้เลยว่าผมไม่สามารถทำมันให้เสร็จได้ภายใน 1 ปี จริงๆ แล้วรายละเอียดเรื่องของ Project สามารถอ่านได้อย่างละเอียดใน Change ตอนที่ 1 และ Change ตอนที่ 2 ซึ่งเขียนขึ้นหลังช่วงเวลาที่ผมเปลี่ยน Project ใหม่
ตอนนี้ผมมีความสุขดีครับกับ Project ปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันคือ การล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือกที่แย่ที่สุด แต่ความกล้าที่จะบอกว่าตัวเองล้มเหลวในสิ่งที่ตัวเองทำนั้นต่างหากเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะถ้าผมไม่ยอมรับว่าผมล้มเหลวแล้วดันทุรังต่อไป ตอนนี้ผมอาจจะไม่รู้สึกดีอย่างที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ และนอกจากนั้นแล้วยังต้องขอบคุณทีมโปรเจ็ค ที่ซึ่งถ้าไม่มีพวกเขาพร้อมกับความเปิดใจรับ Agile เข้าไป ผมก็ไม่สามารถทำงานนี้ให้สำเร็จลงไปได้
Chance
พอเราใกล้จะเรียนจบ พอเราสั่งสมประสบการณ์และความสามารถมาตลอด 3 ปีในมหาลัย ปีนี้เป็นปีที่ผมบอกได้เลยว่าเป็นปีที่มีโอกาสเข้ามามากที่สุดในชีวิต ในหลายๆ รูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งผมอาจจะไม่สามารถบอกได้ตรงๆ ว่ามันคืออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันคือ ผมเป็นคนที่จะไม่ทิ้งโอกาสถ้ามันมาถึงตรงหน้าแล้ว แต่ก็ไม่รั้งโอกาสจากคนอื่น ถ้าผมรู้ตัวแล้วว่าผมทำมันไม่ได้จริงๆ
จริงๆ แล้วที่ผมจะมีพูดวันนี้หลักๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่พูดมาตั้งแต่แรกเลย จุดมุ่งหมายหลักของเอนทรี่นี้คือผมต้องการจะกำหนดเป้าหมายให้ตัวเองครับ จริงๆ ผมวางแผนจะทำอะไรแบบนี้มาหลายปีแล้ว แต่พอผ่านวันสำคัญไปนานๆ ความตั้งใจในตอนแรกมันก็จะลดน้อยลงจน ผมลืมมันไปในที่สุด แต่ปีนี้ผมไม่ลืมแล้วครับ ผมได้ลิสต์เป้าหมายของผมที่ต้องทำให้เสร็จในปีนี้ไว้แล้ว ดังต่อไปนี้
1 Blog entry per week
ผมเคยเป็นคนที่ชอบการเขียนมากครับ ผมเขียน Blog ครั้งแรกตอนอยู่ ม.2 และก็ยังคงเขียนมาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมเขียนมันน้อยลงครับ อาจเป็นเพราะเรามี Facebook, Twitter ทำให้การเขียนของเราเกิดขึ้นทุกวันจนเราไม่รู้สึกว่าเราจะเขียนอะไรอีกต่อไป ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันมีเรื่องให้เราเขียนยาวๆ ได้มากกว่าใน Facebook ที่หลายๆ คนมองว่ามันเป็นการสร้างภาพเสมอ
จริงๆ โครงการนี้ผมเริ่มมาซักพักแล้วด้วยการบังคับตัวเองให้เขียนเป็นซีรีย์ ข้อดีของการเขียนเป็นซีรีย์คือ เราไม่ต้องคิดหัวข้อใหม่ให้มันมากเราก็มีอะไรให้เขียนได้เสมอ ตัวอย่างของซีรีย์ที่ได้เริ่มไว้แล้วตอนนี้มี 2 โครงการคือ Change ที่กำลังจะจบในเร็วๆ นี้และต่อด้วยซีรีย์ใหม่ที่พูดถึง Project II ในภาพรวมทั้งหมด อีกโครงการหนึ่งคือ Team Development Environment & Workflow (TDE&W) ซึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับการทำงานใน Project เช่นเดียวกัน แต่ในซีรีย์นี้จะลงลึกในเนื้อหาของ Technical, Workflow และ Project Management มากกว่าก็ต้องดูไปว่าจะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน

Book list
มีคนเคยบอกไว้ว่าการที่เราจะเขียนได้มาก เราก็ต้องอ่านมากเช่นกัน ผมมีหนังสือ List ไว้ว่าอยากจะอ่านจบภายในปีนี้ หรือถ้าให้ดีภายในปีใหม่ที่จะถึงนี้เลย (ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน) คือ Code Clean, Agile Samurai, Pro git และ Ruby on Rails Tutorials ซึ่งถ้าผมอ่านจบแล้ว แน่นอนว่าได้มาเขียน Review ลงใน Blog แห่งนี้แน่นอนอันเป็นจุดประสงค์ที่ส่งเสริมกับเป้าหมายแรกเป็นอย่างดี และแน่นอนว่ามันไม่ได้หมดแค่ 4 เล่มนี้ ซึ่งเป็นเพียงขั้นต้นที่ อยากอ่านมานานแล้วว้อยย
Programmerต้องมี6Pack Season 2
ผมจำได้แม่นเลยว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วน้ำหนักเฉลี่ยของผมอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 65 ซึ่งถ้าเทียบกับตอนนี้ถือว่า ผอมมาก... ไม่ใช่สิ โคตรผอมเลย งั้นคงรู้แล้วสินะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น โครงการ Programmerต้องมี6Pack นี้จริงๆ แล้วผมไม่ได้เป็นคนคิดหรอกครับ ผมเอาแนวคิดมาจากพี่ @Juacompe ซึ่ง เป็นหนึ่งในโครงการที่ส่งเสริมสุขภาพ (ความหล่อ) ให้กับ Programmer โดยแท้ ถ้าอยากรู้รายละเอียดดูตามวิดีข้างล่างได้เลยครับ
สำหรับเป้าหมายของผมเองนั้นอาจจะไม่ถึงขั้น 6 Pack สำหรับปีแรกแต่แน่นอนว่าต้องลดให้ได้ไม่ใช่แค่ให้ได้แต่เยอะด้วยวิธีการอยู่ในวิดีโอข้างต้นแล้วครับและถ้ามีโอกาสผมก็จะมาเขียนประสบการณ์ในโครงการนี้ลงที่นี่แน่นอน (นอกจากบ่นใน Facebook และ Twitter แล้ว)
Project: User Acceptant Test Before New Year
เป้าหมายสำคัญของ Project ที่ผมตั้งไว้แล้ว ตั้งแต่สอบ Project I เสร็จคือ ผมต้องทำ Product ตัวนี้ให้พร้อมสำหรับ User Acceptant Test ภายในปีใหม่ที่จะถึงนี้ครับ เวลา 3 เดือนสำหรับคนมีประสบการณ์ PHP Framework แบบผ่านๆ กับทีมอีก 2 คนที่เหลือที่ไม่ต่างกันนัก ต้องคอยดูว่าจะทำได้มั้ย ซึ่งถ้าทำไม่ได้มันจะส่งผลกระทบกับตารางชีวิตในเดือนมกราคมหลายอย่างเลยครับ
วิธีการ ก่อนหน้าจะเขียนเอนทรี่นี้ผมเพิ่งอ่านเรื่อง 100 Days Goal ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีนการทำโครงการซักโครงการหนึ่งให้สำเร็จ รายละเอียดตอนนี้ยังพูดไม่ได้มาก ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังแน่นอน
มีงานทำ
อันนี้แน่นอนครับ ปีหน้าเวลานี้ ผมควรจะ "มีงานทำ" เป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว บริษัทในใจก็มีอยู่ ความฝันในใจก็มี ตอนนี้สำหรับผมเหลือเพียงแต่ว่า ผมจะทำมันได้จริงหรือไม่ แค่นั้น
มีเงินเก็บ 20k
สำหรับใครที่มองว่าเงินเก็บ 20k น้อยนั้น ผมขออธิบายอย่างนี้ครับ คือ จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่เก็บเงินไม่เก่งเลยในบางครั้งและเก่งโคตรในบางครั้ง มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะฉะนั้นการกำหนดเป้าหมายซัก 20k ถือเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น บางทีผมอาจจะเก็บได้มากกว่านั้นก็ได้ใครจะไปรู้ ผมยังไม่รู้เลย
หาเรื่องไป Silicon Valley ให้ได้
อันนี้แหละครับเป็นความฝันของจริง ตอนเรียนอาจจะทำไม่ได้เนื่องจาก ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินทุนเป็นของตัวเอง แต่พอทำงานได้แล้ว ผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้มันเป็นจริง เหตุผลที่อยากไป นอกจากจะไปสัมผัสโลกของ Developer ระดับโลกแล้ว ยังเป็นการไปหาโอกาสอีกทางหนึ่งอีกด้วย เป้าหมายนี้ไม่เกิน ตุลาคมปีหน้าครับ

Speaker at Barcamp Bangkhen#5
จริงๆ มันเป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ไปงาน BCBK#1 แล้วแต่ผมพลาด BCBK ครั้งที่ 2 กับ 3 ไปและได้มีโอกาสมาอีกครั้งในครั้งที่ 4 และพบว่างานเปลี่ยนไปมาก อย่างไรก็ตาม ในเมื่อตั้งใจแล้ว ถ้ามันไม่หนักหนาเกินไปผมก็ตั้งใจจะทำให้มันจริง และยิ่งมีเรื่องที่อยากจะพูดอยู่ในใจแล้ว ผมว่าเป้าหมายอันนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเลย

Proficient in CodeIgniter, Ruby on Rails, AngularJS, Vim, Git, Scrum
เป้าหมายสุดท้าย ที่มันอยู่สุดท้าย เพราะผมคิดว่ามันทำได้ยากสุดครับ ฮ่าๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าผมตั้งเป้าหมายไว้แล้ว ก็อยากจะทำให้ดีที่สุด จริงๆ แล้วเทคโนโลยีในอีก 1 ปีข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนไป งานที่ผมทำอาจจะไม่มีโอกาสให้ผมได้ฝึกฝนในสิ่งเหล่านี้ แต่อย่างน้อยลองดูก็ไม่เสียหาย และดีกว่าถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน
หมดแล้วครับสำหรับปีนี้ อีก 1 ปีมาค่อยดูกันว่าผมจะทำได้จริงมั้ย ขอบคุณทุกคนที่มาอวยพรทั้งใน Facebook, Twitter, LINE, SMS หรือแม้กระทั้ง E-mail ขอบคุณทุกคนอีกครั้งครับ
ปล.ปีนี้ผมสนองความอยากของตัวเองด้วยการใช้เงินเก็บที่มีไปคว้า XBOX360 Wireless Controller มาใช้เป็นของตัวเอง ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ดีกว่า Controller ตัวละ 299.-ปล2.เรื่องฝึกงานว่าจะเขียนสั้นๆ เอาไปเอามายาวสุดเลย :)
Original post at: https://yothinix.blogspot.com/2013/10/how-21-years-old-going-so-fast-and-what.html